Khaolaor อาหารเสริมจากธรรมชาติ สมุนไพรบริสุทธิ์ ผลิตด้วยเทคโนโลยีระดับโลก พัฒนาโดย ขาวละออ
บอนเน่1

บอนเน่ เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนประกอบที่สำคัญได้แก่

  1. งาดำ(บดผง) 200 มก.
  2. ใบมะรุม(บดผง) 200 มก.
  3. โปรตีนสกัดจากถั่วเหลือง 100 มก.

   

สรรพคุณและสารสำคัญของสมุนไพร

  • งาดำ

ตามตำราแผนไทย เมล็ดงามีรสมัน บำรุงไขมัน และแก้เส้นเอ็น แก้เมื่อย บำรุงกำลัง อุดมไปด้วยสารอาหารประเภท โปรตีน คาร์โบไฮเดรต น้ำมัน ธาตุอาหารและวิตามินต่างๆ เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี วิตามินอี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัสและธาตุเหล็ก และมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง คือ สารเซซามิน (Sesamin) และสารเซซาโมลิน (Sesamolin)

สรรพคุณ

  1. บำรุงโลหิต
  2. บำรุงสมองและป้องกันการเกิดโรคหัวใจ
  3. ป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง
  4. บำรุงผิวพรรณและกระดูก

การศึกษาและงานวิจัย

จากการผลการวิจัยพบว่า สารเซซามินมีฤทธิ์ในการเพิ่มการกำจัดสารพิษ ต้านแบคทีเรียและยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ อีกทั้งไม่เกิดการสะสมในร่างกาย เมื่อเทียบงากับนมในปริมาณที่เท่ากัน งาจะมีแคลเซียมสูงกว่านมถึง 3 เท่า

นักวิจัยของภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้วิจัยและค้นพบว่า สารเซซามินในงาดำสามารถช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็ง และช่วยฟื้นฟูเซลล์สมองที่เสื่อมจากการเจ็บป่วยหรือได้รับการกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุได้ โดย รศ. ดร.ปรัชญา คงทวีเลิศ อาจารย์ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ให้ข้อมูลว่า จากการศึกษาวิจัยเริ่มมาตั้งแต่ปี 2553 จนพบว่า การวิจัยค้นพบว่าในเมล็ดงาดำ มีสารเซซามินซึ่งสามารถที่จะช่วยในการยับยั้ง การพัฒนาเซลล์ต้นกำเนิดของเซลล์สลายกระดูก ที่ให้เกิดโรคข้อเสื่อม โรคกระดูกพรุนได้ โดยจะเข้าไปทำให้แคลเซียมประสานกับกระดูกเพิ่มมากขึ้น

 

 

ด้านโรคมะเร็ง เซลล์มะเร็งที่แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วเพราะมีเส้นเลือดใหม่ที่เกิดขึ้นมาแล้วไปสร้างการหล่อเลี้ยงให้กับเซลล์มะเร็งจากนั้นก็จะแพร่กระจายไป แต่สารเซซามินจะเข้าไปปกป้องเซลล์ พร้อมกับตัดวงจรหรือลดเส้นเลือดใหม่ที่เป็นน้ำเลี้ยงให้กับเซลล์มะเร็ง พร้อมกับค่อย ฟื้นฟูสภาพเซลล์ให้กลับคืนมา จึงคาดว่างาดำสามารถฟื้นฟูและรักษามะเร็ง

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยเซซามินกับโรคหลอดเลือดสมองตีบ แตก อัมพฤกษ์ อัมพาต โดยได้สรุปงานวิจัยเกี่ยวกับการออกฤทธิ์ของสรรพคุณเซซามินว่า สารเซซามินมีความสามารถ ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด  โดยพบว่ามี monounsaturated และ polyunsaturated fatty acids มีสารประกอบในกลุ่มของ lignans ที่สำคัญมากสองชนิดคือ  Sesamin และ Sesamolin ซึ่งช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอล ช่วยป้องกันความดันโลหิตสูง และ ช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื้น การบริโภคงาซึ่งมีสารเซซามิน ป้องกันหัวใจวายเฉียบพลัน และเพิ่มเลือดในเส้นเลือดแดง

  • ใบมะรุม

เป็นพืชที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร มีกรดอะมิโนที่จำเป็น 8 ชนิด และอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุรวมหลายชนิด ซึ่งจุดเด่นของมะรุมก็คือจะมีวิตามินเอ วิตามินซี แคลเซียม โพแทสเซียม และธาตุเหล็กในปริมาณที่สูงมาก โดยคุณค่าสารอาหาร อ้างอิงจากงานวิจัย พบว่า

  • พบปริมาณวิตามิน A ในใบมะรุมสดมากกว่าของแครอท 3 เท่าและในใบมะรุมแห้งมากกว่าของแครอทถึง 10 เท่า
  • พบปริมาณวิตามิน C ในใบมะรุมสดมากกว่าของส้ม 7 เท่า
  • พบปริมาณแคลเซียมในใบมะรุมสดมากกว่าของนม 3 เท่าและในใบมะรุมแห้งมากกว่าของนม 17 เท่า

ดังนั้นใบมะรุมจึงเป็นพืชที่มีสารอาหารสูง ช่วยเสริมในผู้ป่วยขาดสารอาหาร เหมาะกับเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ใช้ทดแทนวิตามินรวมจากเคมี ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย บำรุงกระดูก เพิ่มมวลกระดูกช่วยรักษาโรคมะเร็งในกระดูก

การศึกษาและงานวิจัย

งานทดสอบทางด้านฤทธิ์ทางยาของมะรุมที่น่าสนใจมีดังนี้

1.งานวิจัยในสัตว์ทดลอง

  • งานวิจัยฤทธิ์ในการลดระดับคลอเรสเตอรอล มีการวิจัยให้กระต่ายกินฝักมะรุมวันละ 200 กรัม/กิโลกรัม (น้ำหนักตัว)นาน 120 วัน โดยเปรียบเทียบกับกระต่ายกลุ่มที่ให้ทานอาหารไขมันมากและกินยา โลวาสเตทิน 6 มิลลิกรัม/กิโลกรัม (น้ำหนักตัว)ต่อวัน พบว่ามีผลทำให้ระดับคอเลสเตอรอล ฟอสโฟไลพิด ไตรกลีเซอไรด์ VLDL  LDL ลดลง ทั้งสองกลุ่ม จึงเชื่อได้ว่า มะรุมสามารถลดระดับคลอเรสเตอรอลได้เช่นเดียวกับยาโลวาสเตทิน
  • ฤทธิ์ในการป้องกันมะเร็ง มีการวิจัยในหนูโดยให้หนูที่ถูกกระตุ้นโดยสาร ฟอบอลเอสเทอร์แล้วแบ่งหนูเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้ทานมะรุมเป็นอาหาร อีกกลุ่มกินอาหารตามปกติเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการทดลอง พบว่าหนูกลุ่มที่รับประทานมะรุมเป็นอาหารเกิดโรคมะเร็งผิวหนังจากการกระตุ้นน้อยกว่ากลุ่มที่ทานอาหารปกติ โดยกลุ่มที่กินมะรุมมีเนื้องอกบนผิวหนังน้อยว่าอีกกลุ่มหนึ่ง จากการทดสอบนี้คณะผู้ทดสอบ เชื่อว่าสารเบนซิลไทโอไซยาเนตไกลโคไซด์ชนิดหนึ่ง และสารไนอาซิไมชิน จากมะรุมเป็นสาระสำคัญที่สามารถต้านการเกิดมะเร็งจากการกระตุ้นได้
  • ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด มีงานวิจัยในหนูทดลองว่า ผงใบแห้งและสารสกัดเอทานอลจากเปลือกต้นสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดทั้งหนูทดลองที่ปกติและหนูทดลองที่เป็นเบาหวาน ฤทธิ์ป้องกันตับถูกทำลาย มีการวิจัยในหนูทดลองโดยให้ยาRifampicin (ไรแฟมพิซิน )แล้วแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกให้สารสกัดแอลกอฮอลล์ของใบมะรุม กลุ่มที่สองให้สารซิลิมารีน (พบได้ในชาเขียว โกจิเบอร์รี่) กลุ่มที่สามไม่ให้ยาใดๆเลย เมื่อจบการทดลองและดูผลจากการตรวจชิ้นเนื้อตับทั้ง 3 กลุ่ม พบว่า กลุ่มที่ให้สารสกัดมะรุมและกลุ่มที่ให้สารซิลิมารีน มีผลช่วยในการพักฟื้นของการถูกทำลายของตับจากยาได้

2. งานวิจัยในมนุษย์ สำหรับงานทดลองในมนุษย์ของมะรุม คือ งานวิจัยเกี่ยวกับการใช้ยา Septillin เป็นยาที่สกัดจากพืช 6 คุณสมบัติ คือ มะรุม บอระเพ็ด มะขามป้อม ชะเอมเทศ Balsamoderdron.mukul (สมุนไพรอินเดีย) และเปลือกหอยสังข์ ซึ่งยา Septillin มีคุณสมบัติที่ดี ในเด็กที่มีปัญหาเกี่ยวกับการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน และการติดเชื้อที่ผิวหนัง

ผลการวิจัยจากคณาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งส่วนใหญ่ทดลองในระดับเซลล์และสัตว์ พบว่า มะรุมนั้นมีฤทธิ์ลดความดัน ลดคอเลสเตอรอล ต้านการอักเสบ ป้องกันตับอักเสบ ลดน้ำตาลในเลือด ต้านออกซิเดชัน ต้านเชื้อแบททีเรีย ด้านการเกิดเนื้องอกและมะเร็ง

 

 

  • โปรตีนสกัดจากถั่วเหลือง

ถั่วเหลืองเป็นธัญพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่มีโปรตีนและวิตามินสูง ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรทไขมัน ใยอาหาร วิตามิน B1 B2 B3 B6 B9 วิตามินE และวิตามินK เกลือแร่ พวกแคลเซียม เหล็ก สังกะสี ฟอสฟอรัส โพแทสเซียมและแมกนีเซียม โดยโปรตีนในถั่วเหลืองประกอบไปด้วยสารสำคัญที่มีชื่อว่า สารกลุ่ม ไอโซฟลาโวน (Isoflavones) เช่น เจนีสทีน (genistein) เดดซีน (daidzein) และไกลซิทีน (glycitein) เป็นสารไฟโตเอสโตรเจน (phytoestrogens) มีฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจน (estrogen) สารเหล่านี้ช่วยในเรื่อง

  1. ปรับสมดุลฮอร์โมนเพศหญิง ลดอาการวัยทองในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน
  2. มีแคลเซียมสูง สร้างมวลกระดูก ป้องกันกระดูกพรุน ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง
  3. บำรุงโลหิต เสริมธาตุเหล็ก
  4. ลดระดับไขมันและระดับน้ำตาลในเลือด
  5. ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

การศึกษาและงานวิจัย

มีการศึกษาและวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล ผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มีข้อมูลระบุว่าการบริโภคถั่วเหลืองมีผลช่วยลดอาการร้อนวูบวาบ (hot flashes) ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีระดับฮอร์โมนลดลงตามวัย ลดระดับไขมันในเลือดและยังมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ มีผลช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ มีผลต่อการเรียนรู้และจดจำ ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ เป็นต้น สำหรับงานวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ของถั่วเหลืองต่อโรคมะเร็ง มีข้อมูลระบุว่าการบริโภคถั่วเหลืองมีผลช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม และลดการแบ่งตัวของจำนวนเซลล์มะเร็งเต้านมได้ แต่ก็มีบางงานวิจัยระบุว่าถั่วเหลืองมีผลเพิ่มความรุนแรงของมะเร็งได้เช่นกัน นักวิจัยจึงยังคงทำการศึกษาทางคลินิกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของการบริโภคถั่วเหลืองกับมะเร็งเต้านมอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งและความรุนแรงของมะเร็งเต้านมอาจขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น พันธุกรรม ลักษณะการใช้ชีวิตประจำวัน การสูบบุหรี่ หรือการดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น

สำหรับการเตรียมถั่วเหลืองเพื่อรับประทานนั้น ควรเลือกวัตถุดิบที่สะอาดและมีคุณภาพ เพื่อให้ปลอดภัยจากสารพิษอะฟลาทอกซิน (aflatoxin) ที่พบได้มากในธัญพืชทั่วไป และเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งตับ นอกจากนี้ควรระมัดระวังในผู้บริโภคบางรายที่อาจเกิดอาการแพ้ถั่วเหลืองได้ สำหรับการบริโภคถั่วเหลืองเพื่อให้ได้ผลต่อการป้องกันหรือรักษาโรคมะเร็ง อาจต้องมีการศึกษาข้อมูลทางคลินิกเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามการบริโภคอาหารที่มีประโยชน์หลากหลายชนิดในปริมาณที่เหมาะสม ควบคู่กับการออกกำลังกาย นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และไม่เครียด ก็เป็นวิธีปฏิบัติที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรง ลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆ ได้

 

 

สารอาหารที่แนะนำให้บริโภคประจำวันสำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป (Thai Recommended Daily Intakes-Thai RDI)

ปริมาณของไขมันทั้งหมด ไขมันอิ่มตัว โปรตีน และคาร์โบไฮเดรต ที่แนะนำให้บริโภคต่อวันคิดจากการเปรียบเทียบพลังงานที่ควรได้จากสารอาหาร ดังกล่าวเป็นร้อยละ 30, 10, 10 และ 60 ตามลำดับของพลังงานทั้งหมดหากพลังงานทั้งหมดที่ควรได้รับต่อวันเป็น 2,000 กิโลแคลอรี

(ไขมัน 1 กรัมให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี, โปรตีน 1 กรัมให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี, คาร์โบไฮเดรต 1 กรัม
ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี)

สารอาหาร (Nutrient)

ปริมาณที่แนะนำต่อวัน (Thai RDI)

หน่วย (Unit)

ไขมันทั้งหมด (Total Fat)

65*

กรัม (g)

ไขมันอิ่มตัว (Saturated Fat)

20*

กรัม (g)

โคเลสเตอรอล (Cholesterol)

300

มิลลิกรัม (mg)

โปรตีน (Protein)

50*

กรัม (g)

คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด (Total Carbohydrate)

300*

กรัม (g)

ใยอาหาร (Dietary Fiber)

25

กรัม (g)

วิตามินเอ (Vitamin A)

800

ไมโครกรัม อาร์ อี (μg RE)

วิตามินบี 1 (Thiamin)

1.5

มิลลิกรัม (mg)

วิตามินบี 2 (Riboflavin)

1.7

มิลลิกรัม (mg)

วิตามินบี 6 (Vitamin B6)

2

มิลลิกรัม (mg)

วิตามินบี 12 (Vitamin B12)

2

ไมโครกรัม (μg)

วิตามินซี (Vitamin C)

60

มิลลิกรัม (mg)

วิตามินดี (Vitamin D)

5

ไมโครกรัม (μg)

วิตามินอี (Vitamin E)

10

มิลลิกรัม แอลฟาที อี (mgα-TE)

วิตามินเค (Vitamin K)

80

ไมโครกรัม (μg)

แคลเซียม (Calcium)

800

มิลลิกรัม (mg)

เหล็ก (Iron)

15

มิลลิกรัม (mg)

โซเดียม (Sodium)

2,400

มิลลิกรัม (mg)

บอนเน่ผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ขาวลออ

จากการตรวจข้อมูลด้านโภชนาการและคุณค่าทางด้านสารอาหารต่างๆ บอนเน่เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ประกอบไปด้วยสารอาหารประเภท

โปรตีน (Protein) 40.2 g/100g

คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด (Total Carbohydrate) 34.7 g/100g

ใยอาหาร (Dietary Fiber) 19.80 g/100g

โคเลสเตอรอล (Cholesterol) 0 mg

อื่นๆ ได้แก่ วิตามินบี โซเดียม ธาตุเหล็ก และแคลเซียม (Calcium) สูงถึง 1533 mg/100g

โดยบอนเน่ 1 แคปซูล มีปริมาณ 500 มก. ดังนั้น จะประกอบไปด้วยสารอาหาร ต่างๆ คือ

  • โปรตีน (Protein) 201 mg/cap
  • คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด (Total Carbohydrate) 173.5 mg/cap
  • ใยอาหาร (Dietary Fiber) 99 mg/cap
  • โคเลสเตอรอล (Cholesterol) 0 mg/cap
  • อื่นๆ ได้แก่ วิตามินบี โซเดียม ธาตุเหล็ก และแคลเซียม (Calcium) สูงถึง 7.665 mg/cap

 

 

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบอนเน่ เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่มีคุณค่าทางโภชนาการ สารอาหารและวิตามินสูง โดยเฉพาะในกลุ่มโปรตีน คาร์โบไฮเดรท วิตามินและแคลเซียม ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยเกี่ยวกับการบำรุงกระดูก สร้างมวลกระดูก ป้องกันโรคกระดูกพรุน เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย บำรุงสมองและป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด อีกทั้งมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันมะเร็งอีกด้วย ดังนั้น จึงเหมาะสมตั้งแต่วัยรุ่นที่ต้องการสารอาหารและแคลเซียมในการเจริญเติบโตสร้างเสริมส่วนต่าง ของร่างกาย และโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ต้องการโปรตีน แคลเซียมสูงถึง 1000 มก./วัน เพื่อซ่อมแซมส่วนต่าง ของร่างกาย ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีปัญหาที่เกี่ยวกับการย่อย การดูดซึมโปรตีนและสารอาหารจากนมวัวและเนื้อสัตว์ ผู้ที่ไม่ทานเนื้อสัตว์หรือทานมังสวิรัติ ผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน มีอาการร้อนวูบวาบ รวมถึงผู้ที่ขาดสารอาหารด้วย

ที่มา