skip to Main Content
Khaolaor ยาสมุนไพร อาหารเสริมจากธรรมชาติ สมุนไพรบริสุทธิ์ ผลิตด้วยเทคโนโลยีระดับโลก พัฒนาโดย ขาวละออ
บอนเน่ เหมาะกับใคร?

คณุคิดว่าในร่างกายของคณุอะไรสำคัญที่สุด

คําตอบง่ายๆก็คือ… ทุกส่วนในร่างกายนั้นล้วนสําคัญ เพราะร่างกายมนุษย์เป็นสิ่งมหัศจรรย์ ที่ทำงานซับซ้อนโดยใช้ทุกส่วนของร่างกายร่วมกันเป็นระบบ หนึ่งในระบบที่สำคัญมากของร่างกาย ซึ่งส่วนใหญ่หลายคนมักนึกถึงได้เป็นอันดับต้นๆ เมื่อถามว่า ร่างกายของเรามีระบบอะไรบ้าง คือ ระบบโครงกระดูก (Skeletal System) และคุณรู้ไหมว่ากระดูกสำคัญอย่างไร

ระบบกระดูกทำหน้าที่เป็นโครงร่างของร่างกาย ที่ช่วยพยุงและป้องกันอวัยวะภายในของร่างกายตลอดจนเป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อ ทำงานร่วมกับระบบกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยให้ร่างกายสามารถเคลื่อนไหวได้ ไขกระดูกที่สร้างเม็ดเลือด และเป็นแหล่งสะสมของธาตุต่างๆ อีกด้วย ดังนั้นหากไม่มีกระดูก เราคงจินตนาการไม่ได้ว่ามนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตนั้นจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไร

กระดูก (Bone) ประกอบด้วย เซลล์กระดูก (Osteocyte) เส้นใยชนิดต่างๆ และสารระหว่างเซลล์ ความหนาแน่นของกระดูกคนเรามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เพราะมีการสูญเสียเสริมสร้างอยู่ตลอดเวลา ช่วยวัยรุ่น การสร้างเสริมกระดูกจะมีมาก มวลกระดูกจึงมีความหนาแน่น จนอายุ 30-35 ปี มวลกระดูกจะลดลงเรื่อยๆ ตามอายุ โอกาสที่จะเป็นโรคกระดูกพรุนหรือกระดูกเปราะก็มากขึ้นด้วย

ที่มาของกระดูกและความหนาแน่นของกระดูก

เมื่อเรายังอยู่ในท้องแม่ กระดูกของเราจะเป็นกระดูกอ่อนก่อน แล้วแคลเซียมจะจับมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งใช้เวลาตั้งแต่เกิดจนไปถึงวัยรุ่น 16-17 ปี และเมื่อพ้นวัย 25 ปีแล้ว ปริมาณแคลเซียมที่จะไปจับกับกระดูกจะลดลง

สารที่เป็นส่วนประกอบของกระดูกคือ แคลเซียม แมกนีเซียม เหล็กและอื่นๆ โดยเฉพาะแคลเซียม การที่แคลเซียมจะจับกับกระดูกต้องอยู่ในเส้นเลือด ซึ่งได้จากการรับประทานอาหารประเภทแคลเซียมโดยตรง แล้วจะถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสโลหิต

แคลเซียมเป็นเกลือแร่ที่มีมากที่สุดในร่างกาย โดยแคลเซียมทั้งหมดที่มีในร่างกายร้อยละ 99 อยู่ที่กระดูกและฟัน ซึ่งทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง แคลเซียมส่วนที่เหลืออยู่ในเนื้อเยื่อต่างๆ และของเหลวในร่างกาย ซึ่งมีความจำเป็นต่อกระบวนการเมตาบอลิซึมของเซลล์ การหดตัวของกล้ามเนื้อและกระตุ้น การส่งผ่านของระบบประสาท

คนกลุ่มไหนที่เหมาะกับการรับประทานหรือเสริมแคลเซียม

เนื่องจากแคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย เป็นโครงสร้างของกระดูกและฟัน ดังนั้นผู้ที่ควรได้รับแคลเซียมจึงควรเป็นคนทุกช่วงวัย ปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายต้องการ จะเปลี่ยนแปลงตามวัย และสภาพวะต่างๆ ของร่างกาย

  1. ทารก เด็ก และวัยรุ่น เป็นช่วงวัยที่ร่างกายต้องใช้แคลเซียมมากที่สุด เนื่องจากใช้ในการเจริญเติบโตของระบบกระดูกและฟัน ระบบประสาทและสมอง โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นที่เป็นช่วงสำคัญในการสะสมมวลกระดูก สำหรับการเจริญเติบโต หากเด็กไม่ได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอต่อวัน จะทำให้ร่างกายแคระแกร็น เด็กเกิดโรคขาดสารอาหาร ตัวซีด หรือเกิดอาการเจ็บบ่อยๆ
  2. ผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป เมื่อคนเราอายุ 30 ปีขึ้นไป ร่างกายจะสะสมแคลเซียมได้น้อยลงเรื่อยๆ จนใกล้วัยหมดประจำเดือนในผู้หญิง ร่างกายจะเสี่ยงกับการเกิดโรคกระดูกพรุน จึงจำเป็นต้องเสริมแคลเซียมไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายดึงแคลเซียมที่สะสมไว้ในกระดูกมาใช้
  3. ผู้สูงอายุหรือหญิงวัยหมดประจำเดือน ระบบร่างกายจะมีความสามารถในการดูดซึมแคลเซียมมาสะสมในกระดูกได้น้อยลง หรือแทบไม่เกิดขึ้นเลย ในวัยนี้ร่างกายจำเป็นต้องดูดซึมแคลเซียมจากกระดูกและฟันเพื่อนำมาใช้ในแต่ละวัน การเสริมแคลเซียมทุกวัน จึงจำเป็นมากในการป้องกันอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคกระดูก เช่น ปวดเอว ปวดหลัง ปวดเข่า กระดูกเปราะบาง กระดูกพรุน เป็นต้น
  4. ผู้หญิงมีครรภ์หรือผู้หญิงที่เตรียมตั้งครรภ์ สำหรับคุณแม่เป็นเรื่องจำเป็นมากในการรับประทานแคลเซียม โดยในช่วงระหว่างตั้งครรภ์จนถึงคลอด ร่างกายจะดึงแคลเซียมจากร่างกายไปสสร้างกระดูกของทารก หากคุณแม่รับประทานแคลเซียมไม่เพียงพอต่อวัน คุณแม่จะมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับกระดูกและฟัน และส่งผลให้ทารกที่คลอดออกมามีร่างกายไม่สมบูรณ์อีกด้วย
  5. ผู้ที่แพ้อาหารบางชนิด โดยเฉพาะอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม เช่น นมวัว ปลา ถั่วเหลือง เป็นต้น หรือผู้ที่รับประทานอาหารเจไม่ถูกหลักโภชนาการ ส่งผลให้ร่างกายขาดแคลเซียมจากแหล่งอาหารธรรมชาติ แต่เราสามารถเสริมแคลเซียมให้ร่างกายได้ด้วยการรับประทานอาหารเสริมซึ่งจะช่วยให้ร่างกายได้รับปริมาณแคลเซียมที่เพียงพอต่อวัน

เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ตอนนี้แคลเซียมไม่เพียงพอและมีความเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน

เราจะทราบความหนาแน่นของมวลกระดูกได้จากการตรวจวัดจากแพทย์ โดยทั่วไปมกันิยมตรวจกระดูกที่มีโอกาสหักได้ง่าย 3 ตำแหน่ง ได้แก่ กระดูกสันหวังส่วนเอว (Lumbar Spine) กระดูกข้อสะโพก (Hip) และกระดูกปลายแขน หรือข้อมือ (Wrist) ถ้าค่าน้อยกว่า -2.5 แปลว่ากระดูกพรุนแล้ว ส่วนใหญ่จะวัดจากส่วนกระดูกสะโพก และกระดูกสันหลัง เพราะเป็นตัวที่ให้ดัชนีชี้บ่งค่อนข้างถูกต้อง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในช่วงวัยหมดประจำเดือน จะเริ่มเข้าสู่ภาวะกระดูกบาง

การเช็คค่าความหนาแน่นมวลกระดูก

20% ของผู้หญิงไทยวัย 40-80 ปี เป็นโรคกระดูกพรุน ซึ่งระยะแรกจะไม่มีอาการใดๆ แต่ทราบได้จากการตรวจความหนาแน่นมวลกระดูก ค่าความหนาแน่นมวลกระดูกจะคำนวณเป็นค่าที่เรียกว่า T-score (T) ซึ่งก็คือ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของการเปรียบเทียบค่าความหนาแน่นกระดูกที่วัดได้ในหน่วยกรัมต่อตารางเซนติเมตร กับค่าความหนาแน่นมวลกระดูกสูงสุด (อายุประมาณ 30 ปี) ในกลุ่มประชากรสุขภาพดีเพศเดียวกัน เชื้อชาติเดียวกัน โดยวินิจฉัยดังนี้

-ความหนาแน่นกระดูกปกติ คือ ค่า T score ที่มากกว่า -1

-กระดูกบาง (Ostepoenia) คือ ค่า T score ที่อยู่ระหว่าง -1 ถึง -2.5

-กระดูกพรุน (Osteoporosis) คือ ค่า T score ที่น้อยกว่า -2.5

-กระดูกพรุนรุนแรง (severe osteoporosis) คือ ค่า T score ที่น้อยกว่า -2.5 ร่วมกับมีกระดูกที่หักจากกระดูกพรุน

ใครบ้างที่ควรตรวจความหนาแน่นกระดูก หรือควรระวังเรื่องโรคกระดูกพรุน

-สตรีวัยหมดประจำเดือน

-ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป

-ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน

-ผู้ที่มีรูปร่างผอม ยิ่งผอมมากยิ่งเสี่ยงมาก

-ผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์ (Steroid) ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน

-ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ดื่มแอลกอฮอล์บ่อย สูบบุหรี่จัด ชอบดื่มชา กาแฟ และน้ำอัดลม รวมทั้งผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย

กระดูกพรุนใครว่าไม่อันตราย

เพราะผู้ป่วยกระดูกพรุน กระดูกหักง่ายกว่าคนทั่วไป จึงเสี่ยงที่จะได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง จากอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย หรือการใช้ชีวิตประจำวัน ยิ่งหากเคยกระดูกหักจากภาวะกระดูกพรุน จะยิ่งมีโอกาสสูงที่จะเกิดกระดูกหักครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 ตามมา ซึ่งอาจนำมาซึ่งความพิการและการเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป

บอนเน่ต่างจากผลิตภัณฑ์อื่นอย่างไร

-แคลเซียมจากพืช

อาหารจากพืชที่มีแคลเซียมส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยพืชเมล็ดผักใบเขียวและเต้าหู้ แคลเซียมมีอยู่ในอาหารแทบทุกชนิดที่เจริญมาจากพื้นดิน มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป พื้นดินให้ธาตุแคลเซียมกับพืช เพื่อให้พืชมีโครงร่างที่แข็งแรง สัตว์กินพืชทั้งหลายก็ได้รับแคลเซียมจากพืชอีกต่อ หนึ่งแหล่งของแคลเซียมจึงมีอยู่มากในพวกพืชผักใบเขียวและพืชเมล็ด ผักในบ้านเราที่พบว่ามีแคลเซียมอยู่มาก ได้แก่ ใบชะพลู ใบยอ ยอดแค ยอดสะเดา ใบมะรุม ผักคะน้า ผักแพว ถั่ว และงา เป็นต้น

งาดำเป็นพืชที่มีปริมาณแคลเซียมสูงกว่านมวัวเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ผลิตภัณฑ์นมถั่วเหลืองจึงมีการเติมงาดำเพื่อเสริมแคลเซียมให้สูงมากขึ้น รวมทั้งมีการเสริมงาดำในเครื่องดื่มธัญพืช และขนมขบเคี้ยวต่างๆ มากขึ้น นอกจากงาดำแล้วก็ยังมีพวกถั่วเหลือง ถั่วแดงหลวง และเม็ดบัว ซึ่งมีปริมาณแคลเซียมมากเช่นกัน

แคลเซียมที่ได้จากพืชเป็นทางเลือกที่ดีอย่างหนึ่งของคนรักสุขภาพ เนื่องจากนอกเหนือจากการได้รับสารอาหารประเภทแคลเซียมยังได้รับสารอาหารและคุณประโยชน์ด้านอื่นๆ ร่วมด้วย อีกทั้งหาง่ายเป็นพืชผักที่ใกล้ตัว รวมถึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่แพ้นมหรือแลคโตสได้เป็นอย่างดี

ผสานคุณค่าจากพืชสมุนไพรที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายและระบบกระดูก

บอนเน่ เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนประกอบที่สำคัญ ได้แก่

1.งาดำ(บดผงอนูละเอียด)     200 มก.

2.ใบมะรวม(บดผง)             200 มก.

3.โปรตีนสกัดจากถั่วเหลือง    200 มก.

งาดำ

งาดำจัดเป็นพืชที่มีคุณประโยชน์มากมาย การรับประทานเป็นอาหารเพื่อสุขภาพอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรง

งาดำอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุอย่างวิตามินบี 1 บี 2 บี 3 บี 5 บี 6 บี 9 และแคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม โซเดียม ฟอสฟอรัส สังกะสี เหล็ก เป็นต้น โดยสามารถช่วยบำรุงร่างกายเกือบทุกสัดส่วน ไม่ว่าจะเป็น ผม ผิวพรรณ กระดูก เล็บ ระบบขับถ่าย การบำรุงหัวใจ จึงเหมาะกับทุกวัย แม้กระทั่งเด็กที่มีอาการป่วยอยู่แล้ว หรือผู้หญิงที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยทอง งาดำจะจำเป็นอย่างมาก เพราะจะช่วยป้องกันโรคภาวะกระดูกพรุนอย่างได้ผล ในทางการแพทย์แผนไทย เมล็ดงามีรสมัน สรรพคุณใช้บำรุงไขมัน และแก้เส้นเอ็น แก้เมื่อย บำรุงกำลัง

การรับประทานงาดำเพื่อให้มีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด ก็คือ การรับประทานงาดำเป็นอาการ แทนที่จะรับประทานงาดำที่เป็นสารสกัด โดยวิธีที่ดีที่สุด ก็คือการรับประทานด้วยวิธีการเคี้ยวจะได้ประโยชน์มากที่สุด แต่หากเรานำมาโรยใส่ข้าว หรือใส่เครื่องดื่ม ในบางครั้งเราอาจจะไม่ได้เคี้ยวด้วยซ้ำ จึงทำให้ร่างกายดูดซึมได้ไม่ดีเท่าที่ควร หรือดูดซึมไม่ได้เลย ซึ่งวิธีการรับประทานก็ง่ายๆ ด้วยการนำงาดำมาใส่กับขนมปังโฮลวีตรับประทานทุกเช้าวันละ 10 ช้อน สำหรับผู้สูงอายุ แต่สำหรับคนวัยทำงานก็วันละ 3-4 ช้อนก็เพียงพอแล้ว หรือจะอยู่ในรูปของน้ำเต้าหู้งาดำก็ได้เล่นกัน ดังนั้นการทานงาดำควรทานทั้งเมล็ด โดยการทำให้เมล็ดแตกหรือบดละเอียด ร่างกายจึงจะสามารถดูดซึมและได้รับประโยชน์สูงสุดจากงาดำได้ แต่การรับประทานที่ดีนั้นควรรับประทานอย่างเหมาะสมพร้อมรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์อย่างสูงสุดและหลากหลาย

ใบมะรุม(บดผง)

มะรุมอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุรวมหลายชนิด ซึ่งจุดเด่นของมะรุมก็คือจะมีวิตามินเอ ซี แคลเซียม โพแทสเซียม และธาตุเหล็กในปริมาณที่สูงมาก

-ปริมาณวิตามิน A ในใบมะรุมสดมากกว่าของแครอท 3 เท่า ในใบมะรุมแห้งมากกว่าของแครอทถึง 10 เท่า

-ปริมาณวิตามิน C ในใบมะรุมสดมากกว่าของส้ม 7 เท่า

-ปริมาณแคลเซียมในใบมะรุมสดมากกว่าของนม 3 เท่าและในใบมะรุมแห้งมากกว่าของนม 17 เท่า

ดังนั้น มะรุมจึงเหมาะสำหรับช่วยเสริมในผู้ป่วยขาดสารอาหาร เหมาะกับเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ใช้ทดแทนวิตามินรวมจากเคมี ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ต้านอนุมูลอิสระ บำรุงกระดูก เพิ่มมวลกระดูกเป็นอย่างดี อีกทั้งในทางการแพทย์แผนไทย มะรุม ยังมีประโยชน์ทางยาและใช้ได้หลายส่วน เช่น เปลือกต้น รสร้อน ใช้ขับลมในลำไส้ แก้ลม คุมธาตุอ่อนๆ ราก รสเผ็ด หวานขม แก้บวม บำรุงธาตุไฟ

โปรตีนสกัดจากถั่วเหลือง

ถั่วเหลืองเป็นธัญพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่มีโปรตีนและวิตามินสูง โดยโปรตีนในถั่วเหลืองประกอบไปด้วยสารสำคัญที่มีชื่อว่า สารกลุ่ม ไอโซฟลาโวน (Isoflavones) เป็นสารไฟโตเอสโตรเจน (phytoestrogens) มีฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจน (estrogen) ซึ่งมีงานวิจัยออกมามากมายว่า สารเหล่านี้ช่วยในเรื่องปรับสมดุลฮอร์โมนเพศหญิง ลดอาการวัยทองในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน มีแคลเซียมสูง สร้างมวลกระดูก ป้องกันกระดูกพรุน ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง บำรุงโลหิต เสริมธาตุเหล็ก และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

ประกอบด้วยพืชสมุนไพรที่ช่วยเรื่องปัญหาจากการหมดประจำเดือน

ในผลิตภัณฑ์บอนเน่ มีส่วนผสมจากถั่วเหลือง มีสารที่คล้ายฮอร์โมนเพศหญิงไฟโตเอสโตรเจน เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ และมีการวิจัยพบว่าเป็นประโยชน์ต่อหญิงวัยหมดประจำเดือน ขณะเดียวกันไม่มีไขมันที่เป็นอันตราย ทำให้บอนเน่มีส่วนช่วยเกี่ยวกับปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยทอง คือ ช่วยลดปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนในเพศหญิง

บอนเน่เหมาะกับใคร

1.วัยรุ่น ที่ต้องการสารอาหารและแคลเซียมในการเจริญเติบโตสร้างเสริมส่วนต่างๆ ของร่างกาย

2.ผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป ที่ต้องการบำรุงร่างกาย และจำเป็นต้องเสริมแคลเซียมไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายดึงแคลเซียมที่สะสมไว้ในกระดูกมาใช้เมื่ออายุเพิ่มขึ้นหรือเร่ิมเข้าใกล้สู่วัยทอง

3.ผู้สูงอายุหรือหญิงวัยหมดประจำเดือน ที่ร่างกายต้องการแคลเซียมสูงถึง 1000 มก.วัน เพื่อซ่อมแซมส่วนต่างๆ ของร่างกาย

4.ผู้หญิงที่เตรียมตั้งครรภ์ เพื่อช่วยเสริมแคลเซียมและบำรุงรางกายให้ร่างกายแข็งแรงเหมาะแก่การเตรียมตั้งครรภ์ เนื่องจากเม่อครั้งครรภ์ร่างกายจะดึงแคลเซียมจากร่างกายไปสร้างกระดูกของทารก หากคุณแม่รับประทานแคลเซียมไม่เพียงพอต่อวัน คุณแม่จะมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับกระดูกและฟัน และส่งผลให้ทารกที่คลอดออกมามีร่างกายไม่สมบูรณ์อีกด้วย

5.ผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน มีอาการร้อนวูบวาบ (บอนเน่ประกอบด้วยถั่วเหลือง)

6.ผู้ที่แพ้อาหารบางชนิดโดยเฉพาะอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม เช่น นมวัว ปลา เป็นต้น ซึ่งขาดแหล่งอาหารที่ให้แคลเซียมสูง

7.ผู้ที่มีปัญหาที่เกี่ยวกับการย่อย การดูดซึมโปรตีนและสารอาหารจากนมวัวและเนื้อสัตว์ (บอนเน่ประกอบด้วยมะรุม)

8.ผู้ที่รับประทานอาหารเจ ผู้ที่ไม่ทานเนื้อสัตว์ หรือทานมังสวิรัติ หรือไม่ถูกหลักโภชนาการ ส่งผลให้ร่างกายขาดแคลเซียมจากแหล่งอาหารธรรมชาติ แต่เราสามารถเสริมแคลเซียมให้ร่างกายได้ด้วยการรับประทานอาหารเสริมซึ่งจะช่วยให้ร่างกายได้รับปริมาณแคลเซียมที่เพียงพอต่อวัน

9.ผู้ที่ขาดสารอาหาร

ข้อห้าม/ข้อควรระวัง

1.ระวังในผุ้ที่แพ้พืช สมุนไพร ได้แก่ มะรุม ถั่วเหลือง และงาดำ

2.เด็กและหญิงมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน

Back To Top
error: Content is protected !!