skip to Main Content
Khaolaor ยาสมุนไพร อาหารเสริมจากธรรมชาติ สมุนไพรบริสุทธิ์ ผลิตด้วยเทคโนโลยีระดับโลก พัฒนาโดย ขาวละออ
ยาสามัญประจำบ้าน สูตรตำรับยาสมุนไพรจากลูกใต้ใบ ช่วยแก้ไข้ บำรุงตับ

ทำความรู้จัก “ลูกใต้ใบ” สมุนไพรต้นเล็ก สรรพคุณไม่เล็กเหมือนต้น
ลูกใต้ใบ เป็นสมุนไพรที่แพร่กระจายอยู่ในหลายๆ ประเทศ และยังพบสามารถได้ทั่วทุกภาคของเมืองไทยลูกใต้ใบเคยเป็นสมุนไพรที่นิยมใช้ในหมู่ประชาชน ในอดีตพระธุดงค์มักจะพกติดยามเดินธุดงค์ เพราะมีสรรพคุณ แก้ไข้ แก้ท้องเสียได้ดี

คนจีนเชื่อว่าถ้ากินลูกใต้ใบติดต่อกันหนึ่งสัปดาห์จะช่วยก าจัดพิษออกจากตับ รวมถึงประเทศอื่นๆ ทั้งในบราซิลเปรูหมู่เกาะคาริบเบียน สหรัฐอเมริกา อินเดีย ลาว พม่า กัมพูชา(เขมร) และไทย ก็นำลูกใต้ใบมาใช้ประโยชน์ทางยาจากสมุนไพรเหมือนๆ กัน คือเป็นยาแก้นิ่ว แก้โรคตับ แก้ปวดเมื่อย แก้เบาหวาน และใช้ต้มกินแก้ไข้

สรรพคุณลูกใต้ใบ
ในทางการแพทย์แผนไทย ลูกใต้ใบมีรสขมจัด มีสรรพคุณช่วยลดไข้ทุกชนิด (ไข้หวัด ไข้ทับระดู ไข้จับสั่น) ช่วยแก้หวัด แก้ไอ แก้ร้อนในกระหายน้ำแก้บวม เจริญอาหาร แก้น้ำดีพิการ แก้ดีซ่าน ใช้ขับระดูขาว ขับประจ าเดือน แก้ขัดเบา ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว แก้กามโรคแก้ปวดฝีแก้ท้องเสีย บำรุงธาตุ นอกจากน้ีใน ปัจจุบันยงัพบว่าลูกใต้ใบ มีสรรพคุณช่วยในการแก้ปวด
แก้อักเสบ บำรุงตับ และลดการอักเสบของตับได้อีกด้วย

การศึกษาในปัจจุบัน
ลูกใต้ใบประกอบด้วยสารกลุ่ม แทนนิน (tannins), ฟลาโวนอยด์ (flavonoids), ลิกแนนส์ (lignans), อัลคาลอยด์ (alkaloids), ซาโปนิน (saponin)และ ไกลโไซด์(glycosides) จากงานวิจัยการค้นคว้าสารพฤกษเคมีหรือสารออกฤทธิ์ ทางชีวภาพของลูกใต้ใบ พบว่า
▪ สารอัลคาลอยด์ (Alkaloids) และไกลโคไซด์ (Glycosides) มีสรรพคุณ ระงับอาการปวด แก้อาการไข้หวัด
▪ สารแคทีชิน (catechin) มีฤทธิ์ เป็นสารต้านออกซิเดชัน (antioxidant) ที่จับกับอนุมูลอิสระลดการอักเสบ
▪ สารแทนนิน (Tannins) มีรสฝาด มีฤทธ์ิฆ่าเชื้อแบคทีเรียใช้เป็นยารักษาอาการท้องเสีย
▪ สารฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) มีคุณสมบัติเป็ นสารต้านอนุมูลอิสระ และมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ แก้บวม
▪ สารซาโปนิน (Saponin) โดยนำรากของต้นลูกใต้ใบฝนกับน้ำ ซาวข้าวดื่มแก้อาการต่างๆ ข้างต้น และสารมารถแก้อาการ คือ แก้นิ่ว แก้ปัสสาวะขัด แก้โรคดีซ่าน ประจำเดือนไหลไม่หยุด และช่วยบำรุงธาตุได้

โรคตับ อันตรายหากไม่ดูแล
ตับเป็นอวยัวะสำคัญอย่างหน่ึงของร่างกายอยู่ใต้ชายโครงด้านขวา มีหน้าที่ในการผลิตน้ำดีเพื่อไปย่อยอาหารประเภทไขมันและกำจัดสารพิษตกค้างในร่างกาย นอกจากน้ียังช่วยผลิตสารที่นำเกล็ดเลือดไปห้ามเลือดได้ โดยโรคเกี่ยวกับตับมีหลายชนิด แต่ผู้ป่วยโรคตับ นั้นมักจะไม่มีอาการที่ชัดเจน ทำให้เมื่อไม่ได้รับการตรวจค่าตับ จะไม่ทราบเลยว่าเป็นโรคตับ หรือจะทราบ ว่าเป็นโรคตับหลังจากมีอาการที่รุนแรงแล้ว

โรคตับสามารถเกิดได้กับทุกคน และมักจะเกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการรับประทานอาหาร เครื่องดื่ม ยา ที่ส่งผลเสียและเกิดสารพิษตกค้างในตับ รวมไปถึงการติดเชื้อไวรัสเข้าไปในร่างกายแล้วทำ ให้ตับ เกิดการอักเสบตามมา จึงส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ เกี่ยวกับตับ ได้แก่ ตับอักเสบ ไขมันพอกตับ ตับแข็ง และอาจร้ายแรงไปจนถึงขั้นเป็นมะเร็งตับได้

อาการที่บอกว่า คุณอาจเป็นโรคตับ

  1. มีอาการอ่อนเพลีย นอนไม่ค่อยหลับ แต่มักจะง่วงในเวลากลางวัน รู้สึกเหนื่อยง่าย บางคนอาจมีอาการคลื่นไส้ เบื่ออาหาร มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อร่วมด้วย
  2. มีอาการคันตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพราะมีน้ำดีไปสะสมอยู่บริเวณผิวหนังส่วนน้ัน
  3. ตัวเหลือง ตาเหลือง คล้ายกับคนเป็นดีซ่าน เพราะตับไม่สามารถทำหน้าที่ขับน้ำดีออกจากตับได้
  4. มีอาการบวมเกิดขึ้นที่หลังเท้า แขน ขา และหน้าท้อง เนื่องจากตับไม่สามารถสร้างโปรตีนในเลือดได้
  5. เมื่อมีบาดแผลเลือดจะออกง่ายกว่าปกติ และหยุดไหลยากเพราะตับไม่สามารถสร้างสารที่ทำให้เลือดแข็งตัวได้
  6. หากอาการรุนแรงข้ึน อาจมีอาการอาเจียนเป็นเลือดเพราะความดันในตับสูง จนทำให้หลอดเลือดดำในหลอดอาหารมีความดันสูง ซึ่งหากความดันสูงมากก็จะทำให้หลอดเลือดดำแตกได้
  7. ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลง ทำให้เจ็บป่วย หรือติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
  8. มีอาการปวดแน่นที่ชายโครง รู้สึกร้อนวูบที่ช่องอก รวมไปถึงมีอาการตึงที่กล้ามเนื้อช่องท้อง
  9. บริเวณมุมปาก และริมฝี ปาก มีสีคล้ำผิดปกติ รวมไปถึงลิ้นก็จะออกสีม่วงคล้า และขอบลิ้นจะมีรอยกดทับของฟันซึ่งอาการเหล่าน้ีเป็นเพียงอาการบางส่วนที่พอจะสังเกตได้นอกจากนั้น บางคนยังรู้สึกเครียด ขี้หงุดหงิด โมโหง่ายขี้ลืม ซึ่งดูแล้วมักมีอาการคล้ายคนปกติทั่วไป แต่ก็ต้องวิเคราะห์หลายๆ ส่วนประกอบกันว่ามีแนวโน้มจะเป็นโรคตับหรือไม่ วิธีที่ดีที่สุดคือ ควรมีการดูแลตรวจสุขภาพเป็นประจำและปรึกษาแพทย์เพื่อช่วยค้นหาสาเหตุของอาการต่าง ๆ

เจาะลึกโรคเกี่ยวกับตับ โรคที่ไม่ควรมองข้าม
ไขมันพอกตับ (fatty liver disease) เป็ นภาวะที่มีการสะสมของไขมัน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปของ Triglyceride ในเซลล์ตับ

สาเหตุของโรคไขมันพอกตับสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่อาการ

  1. การดื่มแอลกอฮอล์ (alcoholic fatty liver disease) ความรุนแรงจะข้ึนกับประเภท ปริมาณ และระยะเวลาที่ดื่มแอลกอฮอล์
  2. จากโรคที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานของร่างกาย เช่น โรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ไวรัสตับอักเสบ ซีรวมถึงพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่มีรสหวาน และมีไขมันมากเกินไป และการไม่ค่อยออกกำลังกาย

อาการโดยทั่วไปของโรคไขมันพอกตับ จะไม่ทำให้เกิดอาการทางร่างกาย หรือหากมีอาการก็อาจเป็นอาการที่ไม่เฉพาะเจาะจงมากพอที่จะบ่งบอกโรคได้ เช่น อ่อนเพลีย คลื่นไส้เล็กน้อย รู้สึกตึงบริเวณใต้ชายโครงขวา โดยส่วนใหญ่การตรวจพบโรคไขมันพอกตับ จึงมักพบเมื่อผู้ป่วยเข้ารับการเจาะเลือดตรวจสุขภาพประจำปี หรือตรวจทางการแพทย์ด้วยเหตุผลอื่นๆ แต่
ถึงแม้จะไม่แสดงอาการชัดเจน แต่ก็อาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนจนเป็นอันตรายต่อร่างกาย ทำให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมาก และส่งผลอันตรายถึงชีวิตได้

โรคแทรกซ้อนและระยะการดำเนินโรคไขมันพอกตับ แบ่งได้เป็น 4 ระยะ ดังน้ี
ระยะที่ 1 เป็นระยะที่มีไขมันสะสมอยู่ในเน้ือตับ แต่ยังไม่มีการอักเสบหรือพังผืดเกิดข้ึนในตับ
ระยะที่2 เป็นระยะที่เริ่มมีอาการอักเสบของตับในระยะน้ีหากไม่ควบคุมดูแลให้ดีและปล่อยให้การอักเสบดำเนินไปเรื่อย ๆ เกินกว่า 6 เดือนอาจกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรัง
ระยะที่3 การอักเสบรุนแรง ก่อให้เกิดพังผืดในตับ เซลล์ตับค่อยๆ ถูกทำลายลง
ระยะที่ 4 เซลล์ตับถูกทำลายไปมาก ตับไม่สามารถทำงานได้ตามปกติอีกต่อไป ทำให้ตับแข็งและอาจกลายเป็นมะเร็งตับได้ การทานผัก ผลไม้ และสมุนไพรป้องกันภาวะไขมันพอกตับได้ ผักผลไม้ ถั่วและธัญพืชที่มีเมล็ด เช่น เมล็ดดอกทานตะวัน เมล็ดฟักทอง งาผักตระกูลบรอกโคลีกะหล่ำา กระเทียม และ หัวหอม สามารถช่วยเร่งกระบวนการกำจัดพิษออกจากตับ (Detoxification)ได้รวมถึงการใช้สมุนไพรและอาหารเสริมบางชนิด สามารถช่วยขับสารพิษออกจากตับได้โดยสมุนไพรที่มีสรรพคุณช่วยเกี่ยวกับการดูแลตับสามารถใช้ ลูกใต้ใบร่วมกับยาตรีผลา

ควรทำอย่างไรเมื่อไขมันพอกตับ?

  1. ปรับพฤติกรรมโดยลดปริมาณอาหารประเภทไขมัน แป้งและน้ำตาล
  2. ลดความอ้วน ควบคุมน้ำ หนักไม่ให้น้ำหนักตัวเกิน
  3. งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  4. ออกกำลังกายอย่างน้อย สัปดาห์ละ 3 คร้ัง คร้ังละอย่างน้อย 30 นาที เน้นการออกกำลังกายแบบแอโรบิค
  5. ตรวจสุขภาพ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์

ตับอักเสบ (Hepatitis) เป็นภาวะอักเสบที่เกิดบริเวณตับ ทำให้ตับเกิดความเสียหายจนเกิดอาการป่วยต่าง ๆ ตามมา
สาเหตุเกิดได้หลายปัจจัย ทั้งเกิดจากการดื่มสุรา การใช้ยาและเสพติด การได้รับสารพิษ โรคอ้วน กลุ่มอาการเมตาบอลิค ระบบภูมิคุ้มกัน ทำลายตับเองและการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด เอ, บี, ซี, ดี และอี

ปัจจุบัน ตับอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัส มักพบโรคตับอักเสบ บีและซี ซึ่งสามารถติดต่อผ่านทางเลือดหรือของเหลวในร่างกาย จากแม่สู่ลูก รวมถึงจากการมีเพศสัมพันธ์ และใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีด้วย
อาการ
➢ ตับอักเสบเฉียบพลัน: อาจไม่ปรากฏอาการอย่างชัดเจน แต่หากป่วยจนอาการกำเริบ อาจสังเกตพบอาการได้ คือ รู้สึกเหนื่อย เมื่อยล้าตลอดเวลา ปวดข้อและกล้ามเน้ือ มีไข้สูงตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสข้ึนไป ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด ปวดท้องเบื่ออาหาร คันตามผิวหนัง น้ำ หนักตัวลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุเกิดภาวะดีซ่าน หรือมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง
➢ ตับอักเสบเรื้อรัง : อาจไม่พบอาการชัดเจนใด ๆ จนกระทั่งตับเริ่มทำงานได้ไม่เต็มที่หรือมีภาวะตับวาย หรือผู้ป่วยอาจมีอาการปรากฏในระยะต่อมา เช่น ภาวะดีซ่าน ขา เท้า และข้อเท้าบวม อาเจียนหรืออุจจาระเป็นเลือด และรู้สึกสับสน โรคแทรกซ้อนที่เกิดข้ึนจากตับอักเสบ
ผู้ที่มีภาวะตับอักเสบ และติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดเรื้อรังอาจเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ทั้งโรคตับแข็ง ตับวาย และโรคมะเร็งตับ รวมถึงอาจมีภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายอื่น ๆ ได้ เช่น ภาวะเลือดออกผิดปกติ, ท้องมาน, ภาวะความดันสูง ในระบบหลอดเลือดดำของตับ (Portal Hypertension), ภาวะไตวาย, อาการทางสมองที่มีสาเหตุจากโรคตับ (Hepatic Encephalopathy) และถึงขั้นเสียชีวิตได้

โรคตับอักเสบดูแลได้
การดูแลตนเองจากโรคตบัอกัเสบเริ่มตน้ ได้จากการดูแลใส่ใจและสังเกตอาการเจ็บของตนเองสม่า เสมอและดูแลให้ร่างกายแข็งแรง โดย

  1. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ลดอาหารจา พวกแป้ง น้ำตาลและไขมัน
  2. พักผ่อนให้เพียงพอ นอนให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง
  3. ดื่มน้ำสะอาดปริมาณมากอย่างน้อยควรดื่มให้ได้ 8-10 แก้วต่อวัน
  4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยไม่หนักมากจนเกินไป
  5. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  6. ตรวจสุขภาพประจำปี หรือพบแพทย์หากมีอาการผิดปกติในร่างกาย

การดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพรลูกใต้ใบ
ลูกใต้ใบมีสรรพคุณบำรุงตับ ลดการอักเสบ จึงมีส่วนใช้ในการดูแลโรคตับอักเสบได้
มีการศึกษาฤทธิ์ ต้านไวรัสตับอักเสบในลูกใต้ใบ โดยจากการค้นคว้า พบว่าลูกใต้ใบมีผลทางบวกต่อกระบวนการยับยั้งไวรัสและชีวเคมีของตับ เมื่อมีการติดเชื้อ HBV เรื้อรัง (Liu, Lin & McIntosh, 2011) และพบว่าการใช้ส่วนผสมของลูกใต้ใบชนิด P.amarus มีผลยับยั้งไวรัสตับอักเสบ บี และทำให้ตับเกิดการฟื้นตัว (Xin-Hua, Chang-Qing, Xing-Bo & Lin-Chun, 2001)

การศึกษาทางคลีนิก
จากสรรพคุณและการศึกษาสารต่างๆ ในลูกใต้ใบ จึงมีการศึกษาลูกใต้ใบในผู้ป่วยที่เป็นพาหะของโรคตับอักเสบบี จำนวน 60 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยให้กลุ่มทดลองจำนวน 37 คน รับประทานยาผงลูกใต้ใบทั้งต้น บรรจุแคปซูลขนาด 200 มก. วันละ 3 คร้ังและให้กลุ่มควบคุมจำนวน 23 คน ทานยาหลอก(lactose) นานติดต่อกัน 30 วัน มีการวัดผลโดยการตรวจหา HBs Ag และ HBsAgในซีรั่มของผู้ป่วยด้วยวิธี ELISA เมื่อผ่านไป 30 วัน พบว่าผู้ป่ วยในกลุ่มทดลอง 22 คน ใน 37 คน (59%) ตรวจพบ HBs Ag และในซีรั่มเป็นผลลบในขณะที่มีผู้ป่วยในกลุ่มที่ได้รับยาหลอกเพียง 1 คนเท่านั้น (4%) ที่ตรวจพบ HBs Ag ในซีรัมเป็นผลลบ และเมื่อผ่านไป 9 เดือน มีผู้ป่วยเพียง 1 คนในกลุ่มทดลองที่ยังตรวจพบ HBs Ag เป็นผลลบเช่นเดิม ดังนั้น ลูกใต้ใบจึงมีผลลดการอักเสบของตับและลดจำนวนเชื้อไวรัสโรคตับอักเสบ (HBsAg) ได้

โรคร้ายแรงเมื่อตับเข้าสู่ภาวะวิกฤต!!!

ตับแข็ง (Liver Cirrhosis)
ตับแข็งเป็นโรคที่เป็นผลมาจากเน้ือเยื่อตับถูกทำลายต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน จากหลายสาเหตุจนเกิดแผลเป็นและพังผืดข้ึนทำให้ตับไม่สามารถทำงานไดเ้ป็นปกติและอาจหยุดการทำงานลงจนนา ไปสู่ภาวะตับวายเฉียบพลัน (Liver Failure)
สาเหตุ : โรคตับแข็งสามารถเกิดจากหลายสาเหตุ แต่สาเหตุที่ส่งผลต่อการทำงานของตับและนำไปสู่การเกิดโรคตับแข็งมากที่สุดมักมาจาก 3 สาเหตุ คือ

อาการ
โรคตับแข็งไม่มีอาการเฉพาะเจาะจง โดยส่วนมากในช่วงแรกจะแทบไม่พบอาการหรือแสดงอาการน้อยมาก ผู้ป่วยจึงไม่ทราบความเสี่ยงที่อาจเกิดข้ึน แต่เมื่อตับถูกทำลายมากข้ึนจึงพบอาการที่ผิดปกติได้คือ มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย มีเลือดออกได้ง่าย เกิดรอยช้ำหรือห้อเลือดได้ง่าย คันตามผิวหนัง ตัวเหลืองและตาเหลือง (ดีซ่าน) มีอาการบวมตามอวัยวะต่าง ๆ เนื่องจาก การสะสมของน้ำ เช่น ขาบวม ท้องมาน ข้อเท้าบวม ไม่อยากอาหาร น้ำหนักลด คลื่นไส้ เกิดเส้นเลือดฝอยมากผิดปกติตามตัวและฝ่ามือ ลูกอัณฑะฝ่อและเล็กลงหรือหน้าอกขยายใหญ่ขึ้นในผู้ชาย และมีอาการทางสมองหรือสมองเสื่อม ( Hepatic Encephalopathy) ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสับสน เซื่องซึม และพูดไม่ชัด

ภาวะแทรกซ้อน
โรคตับแข็งอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนข้ึนได้เมื่อโรคมีการพัฒนารุนแรงมากข้ึน เช่น

  1. ภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร (Variceal Bleeding) เนื่องมาจากความดันในหลอดเลือดดำ ที่ไหลผ่านตับมีเพิ่มมากข้ึนในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็งจึงอาจเกิดการอุดตันจนเส้นเลือดโป่งพองข้ึนได้ง่าย มีความเปราะและเสี่ยงต่อการแตกจนทำให้มีเลือดออกอย่างรุนแรงในกระเพาะอาหารส่วนบนหรือหลอดอาหารได้
  2. การบวมน้ำและท้องมาน (Edema & Ascites) เป็นภาวะที่มีการคั่งของน้ำและเกลือตามช่องว่างของเซลล์ต่าง ๆ จนทำให้ขาบวม หรืออาการท้องโต
  3. มีอาการทางสมองจากโรคตับ (Hepatic Encephalopathy) มักเกิดกับผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็งมาเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากตับทำงานลดลงจนไม่สามารถกำจัดสารพิษออกจากลำไส้เล็กได้ จึงซึมกลับเข้าสู่กระแสเลือดจนส่งผลให้ผู้ป่วยอาจมีอาการสับสน ซึม มึนงง พูดไม่ชัด
  4. มีอาการร้ายแรงอื่น ๆ เช่น ภาวะไตล้มเหลวระดับออกซิเจนในเลือดลดลงโรคเบาหวาน เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ภาวะเลือดออกอย่างรุนแรง สูญเสียมวลกล้ามเน้ือเต้านมขยายในผู้ชาย เข้าสู่วัยทองเร็วกว่าปกติ และอาจทำให้เสียชีวิตจากภาวะตับวายได้

มะเร็งตับ (Liver Cancer)
มะเร็งตับจะเกิดข้ึนเมื่อเซลล์บริเวณตับมีลักษณะหรือการทำงานผิดปกติแล้วพัฒนาเป็นมะเร็งในที่สุด หรืออาจเกิดจากการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งจากบริเวณอื่นมายังตับก็ได้
สาเหตุ : มะเร็งที่ตับเกิดข้ึนจากการที่ดีเอ็นเอในเซลล์ตับเกิดการกลายพันธุ์จนทำให้โครงสร้างเซลล์เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้เซลล์เติบโตข้ึนอย่างผิดปกติและพัฒนาเป็นเน้ืองอกในที่สุด แต่สาเหตุหลักของการการเปลี่ยนแปลงน้ียังไม่ปรากฏแน่ชัด แต่มีปัจจัยที่
เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับได้ คือ

▪ ปัจจัยภายใน ได้แก่

  1. เพศพบอัตราการเป็นมะเร็งตับในเพศชายสูงกว่าในเพศหญิง
  2. เชื้ออชาติพบผู้ป่วยโรคตับแข็งที่เป็นชาวเอเชีย ชาวอเมริกันและชาวเกาะแปซิฟิคได้บ่อยกว่าชาติอื่น ๆ
  3. พันธุกรรม ที่มาจากภาวะธาตุเหล็กในตับมากเกิน (Hemochromatosis) ภาวะทองแดงคั่งในร่างกาย(Wilson’s Disease) แต่มักพบได้ไม่บ่อย

▪ เกิดข้ึนจากโรคชนิดอื่นๆ ที่สัมพนัธ์หรือสามารถพัฒนาไปเป็นมะเร็งตับ ได้แก่

  1. โรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบ บีและซีที่สร้างความเสียหายต่อตับอย่างถาวรและทำให้ตับวายได้
  2. โรคตับแข็ง (กว่าครึ่งของผู้ป่วยมะเร็งตับเป็นโรคตับแข็งร่วมด้วย)
  3. โรคเบาหวาน โรคอ้วน และโรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มสุราได้ด้วย

▪ สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ภายนอก

  1. การสัมผัสสารอะฟลาท็อกซิน (Aflatoxins) ซึ่งเป็นสารที่เกิดจากเชื้อราตามเมล็ดข้าวโพดหรือถั่ว ได้รับสารพิษชนิดน้ีนานๆ ส่งผลให้เกิดเป็นมะเร็งตับได้
  2. การบริโภคแอลกอฮอล์มากเกินควร
  3. การสูบบุหรี่ โดยผู้ที่ป่วยเป็นไวรัสตับอักเสบอยู่แล้วและมีพฤติกรรมสูบบุหรี่จะยิ่งเสี่ยงเป็นมะเร็งตับยิ่งข้ึน
  4. การได้รับสารเคมีอันตรายจากยากำจัดวัชพืช เช่น สารไวนิล คลอไรด์ (Vinyl Chloride) และสารหนู (Arsenic) เป็นเวลานานอาจเกิดการสะสมจนเกิดโรคต่าง ๆ ตามมามากมาย รวมถึงมะเร็งตับ
  5. การใช้อนาโบลิคเสตียรอยด์ (Anabolic steroids) ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชายที่นักกีฬามักใช้เพื่อเพิ่มกล้ามเน้ือหาก ใช้เป็นเวลานานจะยิ่งเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับ รวมถึงมะเร็งชนิดอื่น ๆ ด้วย

อาการ
โรคมะเร็งตับ มักไม่มีสัญญาณหรืออาการบ่งบอกในระยะแรกเริ่ม จนเมื่อมะเร็งพัฒนาถึงขั้นแสดงอาการจึงจะสังเกตได้ คือ น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่อยากอาหาร รู้สึกอิ่มแม้รับประทานไปเพียงเล็กน้อย อ่อนแรงและเหนื่อยล้า คลื่นไส้ อาเจียน เจ็บช่องท้องส่วนบน โดยมักจะปวดบริเวณด้านขวา มีอาการบวมที่ช่องท้องหรือคลำพบก้อนใต้ชายโครงด้านขวา เนื่องจากตับโต อาจคลำพบก้อนที่ชายโครงด้านซ้ายเนื่องจากม้ามโต ผิวหนังและตาเหลือง (ดีซ่าน) อุจจาระอาจมีสีซีดลง และเป็นไข้


โรคแทรกซ้อน
นอกจากอาการที่ผู้ป่วยมะเร็งตับแสดง มะเร็งตับยังสามารถแพร่กระจายไปสู่อวัยวะบริเวณอื่น ๆ เช่น ตามต่อมน้ำเหลือง หรืออวยัวะที่อยู่ห่างไกลออกไปหรือส่งผลให้มีเลือดออกภายใน เช่น ในระบบทางเดินอาหารและก้อนเน้ืองอกเกิดแตกได้
นอกจากน้ีอาจรุนแรงถึงขั้นทำให้ตับวาย ซึ่งมักจะเกิดข้ึนได้ในระยะท้าย ๆ ของโรคมะเร็งตับ

กินอย่างไร ปลอดภัยจากโรคตับ

ที่มา

  1. มงคล คงเสน วท.ม., อัจฉรา นิยมเดชา วท.ม., วาฟาอ์ หาญณรงค์ วท.บ., พนม สุขจันทร์ ปร.ด. การรวบรวมคุณสมบัติและประโยชน์ของ
    ต้นลูกใต้ใบ A Review of a Property and Advantage: Phyllanthus spp. วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ (princess of
    naradhiwas university journal.) เว็บไซต์:
    https://www.researchgate.net/publication/305327250_A_Review_of_a_Property_and_Advantage_Phyllanthus_spp?fbclid=IwAR1fuN
    wHDpWQ6XXlWsx1LkY19VoeFh8zcj1RUvojuNIIMeERYwKT6AeKBbE
  2. วันประเสริฐ ทุมพะลา และ ณัฏฐนัณ แสนทวีสุข. วัชพืช สู่สมุนไพร (ลูกใต้ใบ). คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหาสารคา เว็บไซต์:
    www.journal.msu.ac.th/upload/articles/article1918_19479.pdf?fbclid=IwAR2MBvAFqT-b3-
    HtFmcA0cyNsK3UaVE0y05xnXG8lgpvEh0D_J_oyu07mC4
  3. https://www.disthai.com/16895772/ลูกใต้
    ใบ?fbclid=IwAR3sh7zNY1BCdGE8MMH50fJ0yERbwA3e7hIEXLtVcWb8bVynu8n_ty9jNg8
  4. https://www.honestdocs.co/benefit-of-phyllanthus-amarus
  5. https://www.bumrungrad.com/th/conditions/fatty-liver-disease
  6. https://www.paolohospital.com/th-TH/phrapradaeng/Article/Details/Uncategorized/10-อาการเตือนว่า-“โรคตับ”
  7. https://www.pobpad.com/ตับอักเสบ
  8. https://www.pobpad.com/ตับแข็ง
  9. https://www.pobpad.com/มะเร็งตับ
Back To Top
error: Content is protected !!